วันนี้มีบทความดี ๆ จากบ.ก.ของหนังสือธรรมะใกล้ตัว ที่เพื่อน ๆ ส่งมาให้อ่าน ทุกท่านลองอ่านดูนะครับ
จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว
กลางชล
สวัสดีค่ะ
ฮ้า... ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหนื่อยแทบแย่ค่ะ
เพราะอยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาจัดบ้านจัดห้องเสียใหม่ ให้ "๕ ส." กว่าเดิม
(ไม่ใช่ ส. สกปรก โสมม สะสม สุมสุม ฯลฯ อะไรแบบนั้นนะคะ ^^")
จัดไปจัดมา รื้อไปรื้อมา ก็พบว่ามีของหลายชิ้นเหลือเกินค่ะ ที่นานมาแล้วเคยคิดว่า
เอาน่า เก็บไว้ก่อน คงได้ใช้มันอีกวันข้างหน้า หรือเห็นว่ามันยังมีคุณค่าทางจิตใจ
แล้วก็ทุกทีค่ะ เอาเข้าจริง หลายครั้งก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า มีมันอยู่ในบ้านด้วยหรือนี่
ของเก่า ๆ หลายอย่าง ก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว
เครื่องพิมพ์ดีด... เมื่อคอมพิวเตอร์มาแทนที่ อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย
ขิม... เปิดมาเห็นมันนอนนิ่งจนกระเป๋าเปื่อย ก็เหนื่อยใจแกมขำตัวเองตอนเด็ก ๆ
ที่รบเร้าพ่อกับแม่ให้ซื้อให้เหลือเกิน ด้วยอิทธิพลของอังศุมาลินในยุคกวาง กมลชนก : )
รื้อไป จัดไป ก็ยังไปเจอเอากรุสมบัติสมัยวัยเยาว์ในตู้อีกมากมาย...
สมุดสะสมแสตมป์ สมุดสะสมเหรียญกษาปณ์เล็กใหญ่ จากหลากหลายประเทศ
เสื้อนักเรียนสีขาวอมเหลือง ที่มีลายมือเพื่อน ๆ เขียนคำอำลาเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว
สมุดเฟรนด์ชิปตั้งแต่สมัยประถม ที่คั่นหนังสือหลากหลายรูปแบบที่สะสมไว้
จดหมายสมัยเขียนเพ็นเฟรนด์ ไดอารี่เป็นเล่ม ๆ ที่ต้องมีล็อกด้วยถึงจะดูขลัง : )
ไม่นับเหรียญเงินเหรียญทองของเก๊ ที่ได้มาตอนชนะกีฬาสี แล้วภูมิใจเก็บไว้เสียนาน
กับปีกกล้าหาญตอนเข้าค่ายกระโดดหอ ฯลฯ สารพัดที่จะเก็บสะสมไว้จริง ๆ เลยค่ะ
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน... กลับมามองอีกที
ความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว
ของเก็บสะสมเหล่านี้ แท้จริงก็คือวัสดุธรรมดา ๆ
ที่เราสมมติให้ค่ากับมัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เท่านั้นเอง
วัสดุขึ้นรูปเป็นเหรียญพลาสติกกลม ๆ สีแบบนี้ เขาก็สมมติให้เรียกว่า เหรียญทอง
คล้องให้ใครก็สมมติกันว่า คนนี้เป็นเลิศ ใครได้ไปก็เกาะเกี่ยวกับความภูมิใจอยู่ชั่วครู่
ลายมือบนเสื้อนักเรียนที่เพื่อนร่วมชั้นเคยเขียนบอกว่ารักกันนัก รักกันหนา
ในความเป็นจริง ความรู้สึกนานาชนิดก็อยู่ภายใต้กฎของการเปลี่ยนแปลงไปเสมอเช่นกัน
ของบางอย่าง เราก็เก็บมันไว้ราวกับว่า "ความสุข" เป็นสิ่งที่เก็บใส่ตู้ไว้ได้อย่างนั้น
ของบางอย่าง เราก็ทิ้งมันไปนานแล้ว เพราะมันไม่ได้ให้ความสุขอะไรแก่เราอีกต่อไป
วันนี้ หยิบของหลาย ๆ ชิ้น เอาไปทิ้งบ้าง เอาไปให้คนที่อยากได้บ้าง เอาไปบริจาคบ้าง
และแค่สละมันออกไปเสียบ้าง ก็ช่วยให้ห้องโล่งว่างขึ้นอีกเป็นกอง
ยังโชคดีนะคะ ที่ของพวกนี้ แค่รื้อ แค่เก็บกวาด
แค่หยิบมันออกไปทิ้ง ห้องหับก็สะอาดน่าอยู่ได้ไม่ยากนัก
แต่คงเป็นธรรมดาที่คนเรามักจะคุ้นชินอยู่แต่กับการมองออกไปข้างนอก
ทั้งที่จริงแล้ว เราต่างคนต่างสะสมอะไรพอกพูนอยู่ในใจกันมามากมายตลอดชีวิต
บางคนไม่เคยเลยที่จะเก็บกวาดขยะ สละความรู้สึกด้านมืดออกไปจากใจ
บางคนนานเท่าใด ก็ไม่เคยแม้แต่จะย้อนมา "เห็น" ความรกในใจนั้นสักครั้งเดียว
ใครเคยทำเราโกรธ ใครเคยทิ้งเราไป ใครเคยทำเราเจ็บช้ำน้ำใจ
ผ่านไปกี่ปี ความรู้สึกปักจิตปักใจนี้ ก็ยังคงเก็บกักอยู่ใต้พรมอย่างนั้นไม่หายไปไหน
วันดีคืนดีเปิดไปเจอเข้า ก็ฟุ้งมาทำให้เราสำลัก แล้วก็ได้แต่เก็บกักมันไว้อย่างนั้นต่อไป
มีคนเคยพูดเปรียบเปรยไว้ไม่ต่างกันว่า...
น้ำที่ขังอยู่ ไม่ไหล ย่อมเน่าเหม็น ฉันใด
จิตที่เก็บกักความรู้สึกต่าง ๆ ไว้ ไม่ปล่อยไป
ย่อมทุกข์ใจ ฉันนั้น
ทั้ง ๆ ที่จิตใจก็ไม่ได้มีรูปพรรณสัณฐานให้จับต้องมองเห็น
แต่กลับเป็นแหล่งสะสมชั้นดี ที่พอกพูนความโลภ โกรธ หลง ไว้เป็นตัวตนจนหนาทึบ
นับแต่แรกเกิดมาเป็นตัวตนจนถึงวันนี้ เรามีแต่สะสมความเห็นผิดกันโดยไม่รู้ตัวว่า
นี่เป็นเรา นั่นของเรา นี่ก็เป็นเรา โน่นก็ของเรา มากขึ้นเรื่อย ๆ โตวันโตคืนอยู่ทุกวินาที
คนที่อยากมีบ้านสวยงามน่าอยู่ ลองดูเถอะค่ะ เขาก็จะเลือกจัดเก็บไว้แต่ของดีมีคุณค่า
สิ่งใดรก สิ่งใดเลอะ ไม่สวยงาม ไม่มีประโยชน์ เขาก็เก็บกวาดเอาออกไปทิ้งสม่ำเสมอ
และพยายามไม่เอาสิ่งที่เป็นขยะเข้ามาเก็บไว้ในบ้าน
เช่นเดียวกัน ใครปรารถนาเรือนชีวิตที่สว่างและสะอาดขึ้น
ก็เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการให้ทาน เป็นการสละส่วนเกินที่รกรุงรังออกไปจากใจ
และรักษาศีลไว้ ไม่โกยขยะอันเป็นความมืดเข้ามาสะสมไว้ในเรือน
เราอาจเริ่มต้นด้วยการสละความตระหนี่ถี่เหนียวใกล้ ๆ ตัว
สละความหวงแหนในของของตน สละความขึ้งเคียดพยาบาทกับคนรอบข้าง
อาจเริ่มจากการให้ทรัพย์เป็นทาน บริจาคข้าวของที่ไม่ใช้แล้วให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์
สละแรงกายแรงใจช่วยงานกุศลโดยไม่หวังผลตอบแทน มีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อ
บริจาคเลือดเนื้อหรืออวัยวะ ให้ธรรมะเป็นทาน หรือแม้แต่ให้ทานด้วยการ "อภัย" ฯลฯ
และเมื่อเรารักษาศีล ๕ จนเป็นปกติของชีวิตประจำวัน
ไม่ทำร้ายชีวิตผู้อื่น ไม่อยากได้ของที่ไม่ใช่ของตน ไม่ผิดลูกเขาเมียใคร
ไม่นิยมโกหกพกลม และไม่สั่งสมการร่ำสุราจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ใจที่หม่นหมองมืดมัว และชีวิตที่อยู่ไม่เป็นสุขจากการไล่ล่าแห่งวิบากกรรม
ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น เพียงเท่านี้ เรือนชีวิตของเราก็สะอาดโล่งเป็นสุขขึ้นมากมายแล้ว
แต่นั่นเอง การมีเรือน คือกายคือใจนี้
ก็ยังเป็นภาระให้ต้อง "แบก" อยู่ร่ำไป
หลายคนตั้งหน้าตั้งตาทำเรือนให้เป็นสีขาว
คิดว่าการตั้งมั่นอยู่กับความดี เป็นเป้าหมายที่น่าปรารถนาที่สุดแล้ว
จริงอยู่ บ้านที่สวยงามย่อมน่าอยู่ แต่มีอะไรในธรรมชาติบ้างเล่า ที่เป็นอย่างใจได้เสมอไป
การ "เป็น" คนดี ก็ยังคงต้องทุกข์แบบคนดี
เรือนขาว ๆ สวย ๆ ของเรามีฝุ่นมาจับ มีคนกวาดขยะมาใส่หน้าบ้าน ก็รำคาญใจ
เผลอไปหน่อยเดียว มีเศษขยะพลัดเข้ามาในบ้าน ก็ไม่ชอบใจ
ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเรือนเราเก่าไป ผุพัง ไม่งามดังเดิม ก็ดิ้นรน เป็นความทุกข์ใจอีก
ความสุขที่เบาสบายยิ่งกว่า ยังมีอยู่
นั่นคือการไม่ต้องแบกเรือนนี้ไว้อีกเลย แม้มีก็เหมือนไม่มี
พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้จัก "ทุกข์" ที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น
ทุกข์ ไม่ใช่แค่เรื่อง เป็นหนี้ สอบตก อกหัก รักสลาย เป็นโรคร้าย ตายจากกัน
อย่างที่เรารู้จักกันทั่ว ๆ ไปแค่นั้น
แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ลึกซึ้งถึงที่สุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เลยค่ะว่า
กายใจ โดยตัวมันเองนั่นแหละ คือทุกข์
จะมีความอยาก ความยึดมั่นหรือไม่ก็ตาม
กายนี้ใจนี้ก็เป็นทุกข์โดยตัวมันเองอยู่แล้ว
นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งใดดับไป
ถ้าใครอ่านแล้ว ก็ยังไม่เห็นรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นเลย ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ
เพราะเราสั่งสมความเห็นผิดชนิดติดคราบฝังลึกแบบตรงข้ามกันมานานนับอนันตชาติ
แต่สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ ความสุขชนิดที่เป็นอิสระจากทุกข์ทุกชนิดอย่างถาวรนั้น
มีอยู่จริง ไม่ใช่เรื่องหลอกเด็ก และไม่ใช่ของไกลเกินเอื้อม แม้สำหรับคนยุคเรา
เมื่อไหร่ที่เรารู้จัก "ทุกข์" ได้จริง ๆ จนใจมันฉลาดพอที่จะไม่เอาทุกข์นั้นเองจริง ๆ แล้ว
วันนั้น ก็จะเหลือแต่ สภาวะที่เป็นทุกข์ แต่ไม่มีตัวผู้ทุกข์
คิดดูนะคะ ก็ในเมื่อไม่มีตัว "ผู้ทุกข์" เสียแล้ว
ความอยากที่จะให้ "ตัวของเรา" "ใจของเรา" เป็นสุข จะมาจากไหน
เมื่อวางได้หมด หมดความดิ้นรนที่จะวิ่งหาความสุข วิ่งหนีความทุกข์อีกต่อไป
แม้กายใจมีอยู่ ก็จะไม่มีอะไรให้หยิบฉวยขึ้นมาเป็นตัวตนของตนอีกเลยแม้แต่ขณะเดียว
ฟังดูเข้าใจยาก ๆ แต่เชื่อไหมคะว่า
แม้คุณผู้อ่านก็สามารถไปถึงจุดนั้นได้ และง่ายกว่าหาทางบินไปดวงจันทร์เสียอีก : )
พระพุทธเจ้าท่านตรัสชี้ทางไว้ให้แล้วค่ะว่า เส้นทางไปสู่ความสุขชนิดนั้น
มีทางอยู่สายเดียว คือ การเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ เพราะกายใจของเรานั่นแหละ ตัวทุกข์
ลองเปิดใจศึกษาเส้นทางนั้นดูเถิดค่ะ
แล้ววันหนึ่ง แม้ยังมีเรือนกาย เรือนใจ หายใจให้เห็น ๆ กันอยู่อย่างนี้
แต่เราก็จะไม่ต้องดิ้นรนเป็นสุขเป็นทุกข์ เพราะของสมมติหลอก ๆ ที่หลงยึดกันอีกแล้ว
เอ้า... แต่ก็ไม่ใช่ว่า พอคิดว่าจะไม่ยึดเรือนเป็นตัวเป็นตน
แล้วก็ไม่ต้องจัดบ้านจัดช่องกันนะคะ : )
เมื่อยังต้องอาศัยมันอยู่ ก็ควรต้องดูแลให้น่าอยู่ตามสมควร
ระหว่างที่คอยมีสติตามรู้ ตามดู สิ่งแปลกปลอมที่ผ่านมาเยือนเรือนของเราไปเรื่อย ๆ
ก็อย่าลืมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำทาน รักษาศีล สร้างกุศล สะสมบารมีไปเรื่อย ๆ ด้วย
เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เราละความเป็นตัวตนได้ในที่สุดทั้งสิ้น
เหมือนที่ครูบาอาจารย์ท่านมักกล่าวสอนนั่นล่ะค่ะว่า
จะไปให้ถึงฝั่งโน้น ก็ยังต้องอาศัยเรือนั่งไปก่อน
บุญกุศลที่สะสมไว้ดีย่อมเหมือนเรือที่ต่อไว้ดีแล้ว ไม่จม ไม่รั่ว
ต่อเมื่อไปถึงฝั่งที่สบายแล้ว เป็นอิสระไม่ทุกข์ไม่ร้อนอีกต่อไปแล้ว ค่อยสละเรือทิ้งไป
เมื่อยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ กันอยู่อย่างนี้ ก็อย่าทิ้งกันเชียวนะคะ ทั้งทาน ศีล ภาวนา
ถึงเวลาฝนมาฟ้ามืด เรือใครเรือมัน ช่วยกันไม่ได้ด้วยนะคะ : )
อ้าว... ขึ้นด้วยเรื่องบ้าน ตอนจบทำไมพาคุณผู้อ่านนั่งเรือออกอ่าวไปเสียแล้วนะคะนี่ ; D
เป็นไงบ้างครับ คงจะได้ข้อคิดดี ๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น