สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่บล็อค บอกต่อ(borgtor) บล้อคที่นำเอาเรื่องราวที่ดี ๆ ที่เพื่อน ๆ ได้ส่งมาให้อ่าน เอามาแบ่งปันให้แก่ทุกท่านได้ทราบครับ
ลองมาดูบทความข้างล่างนี้นะครับ อาจจะยาวไปนิด แต่ลองอ่านให้จบนะครับเมื่อฉันแก่ลง
ลูกๆทุกคน - โปรดอ่าน !!
อยากให้อ่านให้จบนะครับ โดยเฉพาะ คนที่อยู่ห่างไกลพ่อแม่ และ อยากมีอนาคตที่สวยงาม เรื่องที่จะบอกต่อนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไป ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเองตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษแม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอา สมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...
สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่นช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย... แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม
'เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...'
'พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ' ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น'
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้น หนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า 'แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ'แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า'เมื่อฉันแก่ตัวลง'
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004
เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับ หนึ่งของเม็กซิโก
ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที
...
เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า
ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด
อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ
ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน….
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม 'ทำไม ทำไม'ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม
ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉันเหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ..ฉันฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ.... ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ
ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผม กลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือ พิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือ พิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว
หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ'เมื่อฉันแก่ตัวลง' บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป
ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....
ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้....ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...
โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ...แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้...... คำว่าอนาคตที่สวยงามที่เราบอกไปในตอนแรก เราขอขยายความว่า
มันคือ อนาคต ที่คุณและ พ่อแม่คุณ จะได้มีความรักความเข้าใจต่อกันมากๆ....มากกว่าที่คุณเคยคิดว่าคุณจะมีให้ท่านได้
ขอให้ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้
เป็นลูกที่ดี
มีอนาคตที่ดี
เพื่อคุณพ่อและแม่ค่ะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกต่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บอกต่อ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551
เมื่อฉันแก่ลง
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ลดความอ้วน?
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ บอกต่อ(borgtor) บล็อคที่รวบรวมเรื่องราวจาำกที่เพื่อน ๆ ส่งมาให้อ่าน เพื่อประโยชน์แก่หลาย ๆ ท่านครับ
วันนี้มีเรื่องราวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามาฝากครับ พอดีไปนั่งกินน้ำเต้าหู้ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ได้เห็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับการลดความอ้วน ของ อย. จึงนำเอามาบอกต่อทุกท่านให้ทราบครับ
อาหารไม่ใช่ยา
อย่าหลงเชื่อโฆษณาโอ้อวด อ้างลดความอ้วน
เคยได้ยินใหม่? ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ อ้างว่า สามารถลดความอ้วนได้ คุณเชื่อหรือไม่? เพราะที่พูดถึงนั้น ล้วนเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ย่อมไม่มีส่วนผสมของสิ่งใดที่จะสามารถลดความอ้วนได้ นอกเสียจากจะใส่ "ยา" เพื่อหวังผลลดความอ้วน ซึ่ง อย. พบส่วนใหญ่ คือยาลดความอ้วน "ไซบูทรามีน" นั่นคือ อันตรายที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัว
"ไซบูทรามีน(Sibutramine) เป็นยาควบคุมพิเศษ ซวึ่งต้องมีการควบคุมการใช้ "โดยแพทย์เท่านั้น" เพราะถ้าไม่! ผู้ใช้จะเกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย เช่น "ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ทุ้องผูก ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเ้ต้นเร็วขึ้น" สำหรับกาแฟ หากดื่มมากไป เพื่อหวังผลลดความอ้วน ผู้ดื่มอาจได้รับ "คาเฟอีน เกินขนาด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดความดันดลหิตสูง และเป็นอันครายต่อสุขภาพได้
ข้อแนะนำ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการลดความอ้วน
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นกินผักผลไม้ อย่าทานจุกจิก
-หลีกเลี่ยงอาหารจำพวก แป้ง ไขมันสูง อาหาร ทอด ฟ้าสฟู๊ด
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ ประมาณ 30 นาที
เชื่อเถอะว่า การจะลดความอ้วนได้ ขึ้นอยู่กับ "ตัวเราเอง"
สายด่วนอย. 1556 สนง.คณะกรรมการอาหารและยา
เป็นยังไงบ้างครับ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ท่านที่จะลดความอ้วนนะครับ
coats gillette bic hasbro cranium
วันนี้มีเรื่องราวจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามาฝากครับ พอดีไปนั่งกินน้ำเต้าหู้ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ได้เห็นบทความที่เขียนเกี่ยวกับการลดความอ้วน ของ อย. จึงนำเอามาบอกต่อทุกท่านให้ทราบครับ
อาหารไม่ใช่ยา
อย่าหลงเชื่อโฆษณาโอ้อวด อ้างลดความอ้วน
เคยได้ยินใหม่? ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ อ้างว่า สามารถลดความอ้วนได้ คุณเชื่อหรือไม่? เพราะที่พูดถึงนั้น ล้วนเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ย่อมไม่มีส่วนผสมของสิ่งใดที่จะสามารถลดความอ้วนได้ นอกเสียจากจะใส่ "ยา" เพื่อหวังผลลดความอ้วน ซึ่ง อย. พบส่วนใหญ่ คือยาลดความอ้วน "ไซบูทรามีน" นั่นคือ อันตรายที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัว
"ไซบูทรามีน(Sibutramine) เป็นยาควบคุมพิเศษ ซวึ่งต้องมีการควบคุมการใช้ "โดยแพทย์เท่านั้น" เพราะถ้าไม่! ผู้ใช้จะเกิดผลข้างเคียงตามมามากมาย เช่น "ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ทุ้องผูก ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเ้ต้นเร็วขึ้น" สำหรับกาแฟ หากดื่มมากไป เพื่อหวังผลลดความอ้วน ผู้ดื่มอาจได้รับ "คาเฟอีน เกินขนาด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดความดันดลหิตสูง และเป็นอันครายต่อสุขภาพได้
ข้อแนะนำ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการลดความอ้วน
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นกินผักผลไม้ อย่าทานจุกจิก
-หลีกเลี่ยงอาหารจำพวก แป้ง ไขมันสูง อาหาร ทอด ฟ้าสฟู๊ด
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ ประมาณ 30 นาที
เชื่อเถอะว่า การจะลดความอ้วนได้ ขึ้นอยู่กับ "ตัวเราเอง"
สายด่วนอย. 1556 สนง.คณะกรรมการอาหารและยา
เป็นยังไงบ้างครับ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ท่านที่จะลดความอ้วนนะครับ
coats gillette bic hasbro cranium
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ข้อเขียนดี ๆ ของนพ. วิทยา นาควัชระ
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่บล็อคบอกต่อครับ มีข้อเขียนดี ๆ อยู่อันหนึ่ง ที่เพื่อน ๆ ได้ส่งมาให้อ่าน และคิดว่าน่าจะให้หลาย ๆ คนได้อ่านด้วย จึงขอบอกต่อนะครับ
วิธีทำให้ชีวิตให้โล่ง และ เบาขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูเห็น มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมดเคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้นได้เสื้อกางเกงเสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้นเมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้ เสื้อผ้าโล่งขึ้นตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือ การทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเองวันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้นโล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้นเช่น...
1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือนร้อนเช่น เสื้อผ้ารองเท้าเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย
2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้างเช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขันและหวังผลสูงถ้าเลือกได้ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม?
3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้นไม่เช่นนั้น่เราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย
4. อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน
5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ ซ้ำๆ กันทุกวันเช่นรายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คนดูไปฟังไฟแทนที่จะ สบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ
6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆด้วยความเกรงใจเลยหัดปฏิเสธให้ เป็น
7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่นและยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วยเมื่อเวลาผ่านไปเราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น
8. หัดไปไหนมาไหนคน เดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น
9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจบ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้างจะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลาจนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร
10. ถ้าจะรักใครสักคนอย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้วการรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ
11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมดลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้นเหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับ แคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง
ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ
วิธีทำให้ชีวิตให้โล่ง และ เบาขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เปิดตู้เสื้อผ้าดูเห็น มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมดเคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้วไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้นได้เสื้อกางเกงเสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้นเมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้ เสื้อผ้าโล่งขึ้นตัวเองก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผมทำไปแล้วนั้น คือ การทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเองวันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้นโล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้นเช่น...
1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือนร้อนเช่น เสื้อผ้ารองเท้าเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย
2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้างเช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขันและหวังผลสูงถ้าเลือกได้ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้บรรยากาศของการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม?
3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้นไม่เช่นนั้น่เราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย
4. อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน
5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ ซ้ำๆ กันทุกวันเช่นรายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คนดูไปฟังไฟแทนที่จะ สบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ
6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆด้วยความเกรงใจเลยหัดปฏิเสธให้ เป็น
7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่นและยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วยเมื่อเวลาผ่านไปเราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น
8. หัดไปไหนมาไหนคน เดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น
9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจบ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้างจะทำให้คุณไม่เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคนรอบข้างตลอดเวลาจนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร
10. ถ้าจะรักใครสักคนอย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้วการรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ
11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมดลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้นเหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับ แคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง
ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ
วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551
แนะนำตัว บอกต่อ(borgtor)
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ borgtor(บอกต่อ) บล็อคสำหรับบอกต่อเรื่องราวที่เพื่อน ๆ ได้บอกมาให้ทราบ หวังว่า บล็อคนี้จะเป็นประโยชน์ และให้ความบันเทิง แก่ทุกท่านนะครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)